|
Coco Avant Chanel หรือชื่อไทยว่า โคโค่ ก่อนโลกเรียกเธอว่า ชาเนล เรื่องราวของ กาบริเอล โคโค่ ชาเนล ( รับบทโดย ออเดรย์ โตตู ) เด็กหญิงที่ถูกพ่อนำมาทิ้งไว้ที่โรงเรียนประจำ ทุกวันอาทิตย์เธอจะมายืนรอพ่อที่หน้าโรงเรียนแต่พ่อก็ไม่เคยกลับมารับเธอและน้องสาว โคโค่ ชาเนล ใช้ผู้ชายเป็นบันไดเพื่อแสวงหาความหวังและสิ่งที่เป็นตัวตนของเธอ เธอยอมร้องเพลงเป็นนักร้องคาบาเร่ต์ ทำงานพิเศษเป็นช่างเย็บกระดุมจนมือแตกกร้าน เธอก้าวเข้าสู่สังคมไฮโซในปารีส ด้วยการเดินเข้าหาผู้ชายมั่งคั่งคนหนึ่ง จนเมื่อเขาขอแต่งงานเธอกลับพบว่า เธออยากออกมาทำงานและยืนด้วยขาของตัวเองมากกว่าที่จะเป็นนกน้อยในกรงทองของใคร และนั่นคือจุดเริ่มต้น ของผู้หญิงที่ชื่อ กาบริเอล โคโค่ ชาเนล ( รับบทโดย ออเดรย์ โตตู ) ผู้หญิงที่กล้าจะแตกต่างในยุคสมัยแห่งความฟุ้งเฟ้อ จนทำให้โลกรู้จักเธอ ในชื่อของ โคโค่ ชาเนล
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวของกาบริแอล ชาเนล ผู้เริ่มต้นจากการเป็นเด็กกำพร้าหัวแข็ง ผ่านเส้นทางชีวิตสุดพิเศษ สู่การเป็นช่างทำเสื้อผ้าระดับตำนานที่สร้างภาพลักษณ์ตัวตนให้ผู้หญิงสมัย ใหม่ จนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จ อิสรภาพ และความหรูหรา ผลงานการสร้างของ Haut et Court - Cine@, Warner Bros. France และ Films Distribution ภาพยนตร์เรื่อง Coco Avant Chanel นำแสดงโดย ออเดรย์ โตตู ดาราสาวผู้โด่งดังจาก Amelie, The Da Vinci Code ในบทกาบริแอล “โคโค” ชาเนล ร่วมด้วย เบอนัวท์ โปแอลวูร์ (In His Hands, Podium), เอ็มมานูแอล เดอโฟวส์ (Kings and Queen, The Adversary), มารี กิลแล็ง (Hell, Female Agents) และอเลสซานโดร นิโวลา (Junebug, Jurassic Park III)
ผลงานกำกับโดย แอน ฟองแต็ง (The Girl From Monaco) จากบทภาพยนตร์ที่เธอเขียนร่วมกับคามิล ฟองแต็ง และคริสโตเฟอร์ แฮมพ์ตัน (ผู้เขียนบท Dangerous Liaisons, Atonement) ซึ่งอ้างอิงมาจากหนังสือเรื่อง L’irreguliere ou mon Itineraire Chanel ที่เขียนโดย เอ๊ดมอนด์ ชาร์ลส-โคซ์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้แก่ ฟิลลิป คาร์คาซง (The Girl From Monaco), แคโรลีน บองโช (The Class) และแคโรล สโกท์ตา (The Class) ผู้กำกับภาพคือคริสตอฟ โบการ์น และลำดับภาพโดย ลูซ บาร์นิเยร์ ผู้ออกแบบงานสร้างคือโอลิวิเยร์ คาโดท์ ประพันธ์ดนตรีประกอบโดย อเล็กซองด์ เดปลาท์ และมีแคเธอรีน เลอเตอร์ริเยร์เป็นผู้สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในเรื่องตามแบบดั้งเดิม ส่วนงานด้านโปรดักชั่นนั้นได้รับความช่วยเหลือจากคฤหาสน์ CHANEL ที่อนุญาตให้ทีมงานเข้าไปชมเอกสารสำคัญและคอลเลคชั่นผลงานทั้งหมด Coco Avant Chanel ถ่ายทำทั้งที่ปารีส และนอร์มังดี และได้รับการจัดจำหน่ายในประเทศต่างๆ โดยบริษัท วอร์เนอร์ บราเธอร์ส พิคเจอร์ส ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกา บริษัทที่รับผิดชอบด้านการจัดจำหน่ายคือโซนี่ พิคเจอร์ส คลาสสิค เพื่อสวมบท Coco จึงต้องเป็น Audrey Tatou
 ผู้กำกับภาพยนตร์ แอน ฟองแต็ง หลงใหลในเรื่องราวของโคโค ชาเนลมาเป็นเวลานานแล้ว “เรื่องแฟชั่นไม่ได้ทำให้ฉันสนใจมากเท่ากับเรื่องบุคลิกลักษณะของผู้หญิงแปลกๆ คนนี้” ฟองแต็งกล่าว “ฉันสัมผัสได้ว่าเธอเป็นบุคคลผู้สร้างตัวเองขึ้นมาอย่างแท้จริง เด็กหญิงคนนี้มาจากชนบทของฝรั่งเศส ทั้งยากจนและไร้การศึกษา แต่ด้วยบุคลิกตัวตนที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เธอโดดเด่นก้าวล้ำในยุคสมัยของเธอ” หลายปีหลังจากเกิดแรงบันดาลใจครั้งแรก โอกาสที่จะได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสตรีผู้เป็นตำนานคนนี้ก็เกิดขึ้น “ฉันคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเจาะลึกถึงช่วงเวลาแรกๆ ในชีวิตของเธอ เวลาแห่งการฝึกฝน เกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่เธอจะเป็น ‘ชาเนล’ เรียนรู้ถึงโชคชะตาอันน่าทึ่งของเธอ” ผู้กำกับอธิบาย “ดังนั้น ฉันจึงกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง Chanel and Her World: Friends, Fashion and Fame ชีวประวัติของเธอซึ่งเขียนโดย เอ๊ดมอนด์ ชาร์ลส-โคซ์ งานจำเป็นอีกอย่างคือการค้นหานักแสดงหญิงที่จะรับบทนี้ โดยไม่ใช่ใครสักคนที่จะมาเลียนแบบชาเนลแต่เพียงผิวเผิน” ฟองแต็งพบคุณสมบัติของชาเนลในตัวออเดรย์ โตตู “เมื่อพบออเดรย์ครั้งแรก ฉันประทับใจในความมุ่งมั่นและบ้าบิ่นของเธอ รวมถึงการจ้องมองของเธอที่จะทะลุทะลวงตัวคุณ” ฟองแต็งเล่าย้อน “ชาเนลเพ่งดูทุกสิ่งทุกอย่าง ความสามารถของเธอไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสังเกตด้วย ฉันยังไม่ได้เริ่มเขียนบทหนังแม้แต่บรรทัดเดียวตอนที่ฉันพบออเดรย์ แต่รู้ดีว่าถ้าเธอไว้ใจฉัน และถ้าทีมงานทั้งหมดพร้อม ฉันก็พร้อมผจญภัยไปกับหนังพีเรียดเรื่องแรกของฉัน” โตตูก็หลงใหล ชาเนล เช่นกัน และแม้ว่าความหวังที่จะได้รับบทนี้ยังคงไม่แน่นอน แต่เธอก็ติดใจในวิสัยทัศน์ของฟองแต็งเสียแล้ว “ฉันแอบหวังว่าจะได้รับเลือก ด้วยเหตุผลสำคัญข้อเดียวคือความทันสมัยของตัวละครนี้ จิตวิญญาณของเธอ และบทบาทที่เธอได้วางไว้ให้ผู้หญิงทุกคนทำให้ฉันประทับใจ“ โตตูกล่าว “ ยิ่งเมื่อ แอน ฟองแต็ง อธิบายว่าเธอตั้งใจจะนำเสนอเรื่องราวอย่างไร ฉันจึงตอบตกลงทันที”  “แอนยอมให้ฉันศึกษาลักษณะนิสัยของชาเนลด้วยการค้นหาทุกแง่มุมที่แตกต่างกันของบทนี้ โดยการเล่นกับทุกอารมณ์ ทั้งด้านเปราะบางและอ่อนหวาน ในเวลาเดียวกับที่เข้มแข็งและเย่อหยิ่ง” นักแสดงสาวกล่าวต่อ “ความจริงที่ว่าหนังเรื่องนี้กำกับโดยผู้หญิง ยิ่งเป็นข้อดีที่จะแสดงให้เห็นว่ามันลำบากแค่ไหนกับการเป็น ‘เพศที่อ่อนแอ’ ในยุคนั้น ความปราดเปรื่องของแอน ความงดงามของเธอ มุมมองกว้างไกลของเธอเกี่ยวกับตัวละครและเรื่องราวคือความสำคัญสูงสุดสำหรับการกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้” เพื่อทำให้โครงการท้าทายนี้สำเร็จด้วยดี และถ่ายทอดความเป็น โคโค ชาเนล อย่างถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด ฟองแต็ง รู้ว่าเธอต้องอาศัยทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก “เป็นครั้งแรกที่ฉันกำกับหนังย้อนยุค ฉันจึงอยากร่วมงานกับคนที่มีประสบการณ์ในแขนงงานของตัวเอง” เธอกล่าว ฟองแต็งลุยงานล่วงหน้าพร้อมทีมงานหลัก โดยการสำรวจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในยุคเดียวกับชาเนลจากภาพยนตร์ชั้นเยี่ยมมากมายหลายเรื่อง “บางเรื่องยังคงเป็นอมตะ แต่หลายเรื่องที่สร้างโดยผู้กำกับเก่งๆ กลับดูล้าสมัยไปแล้ว” ฟองแต็งเอ่ย และเสริมว่า “ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์เป็นแนวที่ยุ่งยากมาก เนื่องจากมันง่ายที่จะกลายเป็นเรื่องชิงรักหักสวาทตามสไตล์ละครโทรทัศน์ เราจึงต้องกำหนดจุดยืนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างหนักแน่น จากการประชุมครั้งแรกๆ ของเรา โอลิวิเยร์ คาโดท์ ผู้ออกแบบงานสร้าง (ซึ่งเคยมีผลงานในเรื่อง The Lover, Queen Margot, Lucie Aubrac และ Gabrielle หนังที่ทำให้เขาชนะรางวัลซีซาร์ ประจำปี 2006) ได้ร้องขอเป็นคนออกแบบฉากในภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉันรู้สึกได้ทันทีว่าเราน่าจะมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกัน”  คาโดท์ ศึกษาชีวิตของ โคโค ชาเนล เป็นเวลานาน “คุณต้องเน้นหนักไปที่ตัวบุคคลมากกว่าช่วงเวลา และอุทิศโลกที่คุณสร้างขึ้นมาให้แก่เรื่องราว อารมณ์ และความคิดเห็นของผู้กำกับ” คาโดท์กล่าว “นั่นคือสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อภาพยนตร์ แทนที่จะแค่ลอกแบบจากเอกสารทั้งหลาย ผมกลับชอบการตีความ สับเปลี่ยน และรักษาสิ่งที่สำคัญไว้ให้ได้ นั่นคือเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ในกรณีนี้ มีเอกสารมากมายที่เล่าเรื่องราวของชาเนลในช่วงที่เธอกำลังฝึกหัดงาน เรื่องน่าสนใจที่สุดที่ผมค้นพบช่วยทำให้ผมรู้ว่าสิ่งใดที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ของเธอ เราเอาใจใส่เป็นพิเศษต่อฉากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในตอนต้นเรื่อง ชุดเครื่องแบบ Aubazine ที่เป็นเสื้อขาว กระโปรงดำนั้น มีอิทธิพลต่องานของเธอ ซึ่งจะปรากฏให้เห็นอีกครั้งในตอนท้ายเรื่อง เมื่อโคโค ชาเนลมองดูขบวนแฟชั่นอันงดงามจากช่องบันไดของคฤหาสน์ CHANEL”  ฟองแต็งอยากให้ฉากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า และโรงคาบาเรต์แสดงให้เห็นถึงความรู้สึกกดดัน จากนั้นความรู้สึกอิสระจึงเกิดขึ้นในตอนที่โคโคไปอยู่ที่ปราสาทของเอเตียง บาซอง ซึ่งขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงกับฉากในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า “เราไปเยี่ยมชมปราสาทเป็นโหลๆ แต่สุดท้ายก็เลือกปราสาทแห่งแรกที่เราไปเยือน” คาโดท์กล่าว “บางแห่งดูหรูหราเกินไป อีกหลายแห่งก็เป็นแบบเดียวกัน เราเลือกปราสาทมิลเลมองท์ในอีฟแลงส์ซึ่งถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 18 เพราะเห็นว่าสีขาวของตัวอาคารและความทันสมัยแบบเรียบง่ายของมัน น่าจะเป็นส่วนสร้างแรงบันดาลใจให้โคโคได้ สถานที่ของบาซองนี่เองที่โคโคได้ค้นพบโลกของเธอ” อีกหนึ่งงานที่ผู้กำกับต้องร่วมมือกับผู้ออกแบบงานสร้างคือการค้นหาสถานที่ถ่ายทำ ซึ่งทำให้พวกเขาต้องยกกองถ่ายไปทั่วประเทศฝรั่งเศส “ชาเนลทำให้คนฝรั่งเศสดูงามสง่า” คาโดท์เอ่ย “บุคลิกของเธอช่างสมกับเป็นชาวปารีส มันคงน่าละอาย หากเราไม่ถ่ายหนังเรื่องนี้ในฝรั่งเศส” ฟองแต็งและคาโดท์ยังช่วยกันคิดหาวิธีการสร้างบรรยากาศให้ภาพในหนังออกมาดูเป็นธรรมชาติที่สุด “ความสามารถอย่างหนึ่งของแอนคือการมองออกว่าสิ่งใดไม่เป็นประโยชน์” คาโดท์อธิบาย “ในฉากสำคัญหลายฉากที่ประกอบด้วยนักแสดงจำนวนมาก เธอโปรดปรานความสมจริงด้วยการถ่ายภาพในมุมกว้างมากๆ เพื่อสร้างความตื่นตาตื่นใจแก่ผู้ชมมากที่สุด และจะดียิ่งขึ้นถ้าคุณรู้สึกถึงบางสิ่งที่ไม่ได้อยู่บนจอขณะนั้น แอนชอบความเป็นธรรมชาติมากกว่าการเปิดเผยมากเกินไป ด้วยเหตุนี้ เราจึงไม่นำเสนอภาพในโรงคาบาเรต์ให้ออกมาดูหรูหรา มีสีสัน หรือเห็นขาอ่อนสาวๆ มากนัก ผมออกแบบให้มันมีลักษณะเหมือนคาเฟ่อเมริกันในปารีสมากกว่าด้วยฝาผนังไม้สีเข้ม เรารู้สึกว่าต้องลดสีให้น้อยลงในฉากสำหรับคุณผู้หญิงโคโค ชาเนล” เมื่อคาโดท์เห็นภาพในหัวของเขามีชีวิตขึ้นมา “ผมจำวันที่เราถ่ายในโรงงานทำหมวก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จครั้งแรกของชาเนลได้” เขาระบุ “เมื่อผมเห็นออเดรย์ โตตูในทรงผมม้วนเป็นลอน ปากคาบบุหรี่ กำลังปรับแต่งเครื่องประดับบนหมวกให้เข้าที่ ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังมองไปที่โคโค ชาเนลจริงๆ มันช่างเหลือเชื่อ!” เพื่อสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายในยุคสมัยของชาเนลบนจอภาพยนตร์ ฟองแต็งเรียกหาแคเธอรีน เลอเตอร์ริเยร์ (เจ้าของรางวัลซีซาร์ประจำปี 2000 และ 2004) ผู้เคยร่วมงานกับเธอมาแล้วในผลงานเรื่องก่อน The Girl From Monaco (La Fille de Monaco) และเคยทำงานให้ผู้กำกับชื่อดังมาอย่างหลุยส์ มาลล์, โรเบิร์ต อัลท์แมน, ลูซ เบซอง, โจนาธาน เด็มมี, อองเดร เตอชีน, ริดลีย์ สก็อตต์ และอีกมากมาย เลอเตอร์ริเยร์เริ่มต้นอาชีพในวงการแฟชั่น ก่อนจะหันเหเข้าสู่วงการภาพยนตร์ และกลายมาเป็นนักออกแบบเครื่องแต่งกายที่งานชุกที่สุดคนหนึ่งในธุรกิจแขนงนี้  “ทีมงานทั้งหมดคิดเห็นตรงกันว่า เราควรหลีกเลี่ยงการนำเสนอภาพที่หรูหราหรือฉูดฉาด โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย” ฟองแต็งเอ่ย “จุดมุ่งหมายของเราไม่ใช่การสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์แฟชั่น” เลอเตอร์ริเยร์กล่าว “เพื่อให้เข้ากันกับเรื่องราว เสื้อสเว็ตเทอร์กะลาสีลายทางตัวเก่งที่ชาเนลเคยใส่ ซึ่งอยู่ในภาพถ่ายคลาสสิคช่วงทศวรรษที่ 1930 จึงมาปรากฏในฉากที่โคโคเดินเล่นริมทะเลกับบอย คาเพล และสังเกตเห็นเสื้อกันหนาวของกลุ่มชาวประมงที่กำลังลากแหอยู่ เมื่อแอนต้องการให้ฉันจินตนาการว่ากระเป๋า CHANEL อันโด่งดังนั้นมีที่มาอย่างไร ฉันจึงวาดภาพถึงกระเป๋าใส่สตางค์ ใบเล็กๆ ในรูปทรงของกระเป๋าถือที่ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายสีดำเก่าๆ แบบเดียวกับที่ใช้ตัดเสื้อชาวนา โคโคเคยทำกระเป๋าแบบนี้ด้วยเศษผ้าที่ได้จากญาติของเธอ” หลักสำคัญของการออกแบบเครื่องแต่งกายในภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่มีอิทธิพลต่อผลงานของ CHANEL “ในวงการแฟชั่น ดีไซเนอร์ทุกคนต่างมีแนวทางของตัวเอง ทั้งเรื่องสีสัน และการเลือกวัสดุ” เลอเตอร์ริเยร์กล่าว “CHANEL เป็นที่จดจำในทันที สิ่งที่คาร์ล ลาเกอร์เฟลด์ทำต่อมาคือการนำพา CHANEL ไปสู่อนาคต ส่วนฉันหันหลังกลับไปยังอดีต ในช่วงเวลาของการร่างต้นแบบครั้งแรกๆ ที่ชาเนลคิดค้นและสร้างสรรค์แนวทางของตัวเอง สไตล์ของ CHANEL นั้นโดดเด่นเรื่องการตัดเย็บ เนื้อผ้าอันพลิ้วไหว และความเรียบง่ายที่ดูเฉียบเนี้ยบ” เลอเตอร์ริเยร์ตั้งโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าชั่วคราว ซึ่งมีช่างฝีมือดีและช่างฝึกหัดมากมาย ทุกคนทำงานเต็มเวลาเพื่อผลิตเสื้อผ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของหนังเรื่องนี้ “ในหลายๆ ฉากที่มีนักแสดงประกอบจำนวนมาก เช่น ฉากโรงเต้นรำ สนามแข่งม้า หรือโรงละคร เราต้องผลิตหมวกมากมายหลายชนิดเกือบ 800 ใบ ตามแบบของนักสร้างหมวกผู้ยิ่งใหญ่สองคนคือ สตีเฟ่น โจนส์ และปิปปา คลีเอตอร์ ก่อนที่ชาเนลจะทำเสื้อผ้า เธอเคยทำหมวกมาก่อน หมวกของเธอสวยงามและไม่รกรุงรังเหมือนหมวกส่วนใหญ่ที่ใช้ในยุคนั้น เธอพูดหยอกเย้าหมวกที่ดูหรูหราเกินงามของผู้หญิงหลายคน “พวกเธอคิดยังไงกันนะ ถึงมีเจ้านั่นอยู่บนหัว!” อีกหนึ่งความท้าทายคือการรวบรวมเสื้อผ้าแบบอื่นๆ ที่อยู่ร่วมสมัยกับชาเนล “สิ่งที่ยากคือการเปรียบเทียบความงามแบบเรียบง่ายสไตล์ชาเนล กับแฟชั่นแบบอื่นๆ ในปี 1900” เลอเตอร์ริเยร์อธิบาย “ฉันอยากเก็บรักษาความสวยงามของมันไว้ ทั้งเสื้อสตรีแบบที่ทำให้หน้าอกดูใหญ่ขึ้น ริ้วลาย ลูกไม้ ขนสัตว์ และตัวระบาย ของสวยๆ พวกนี้จะดูขัดแย้งกับความงามแบบบริสุทธิ์ของ CHANEL” ในฉากเดินแฟชั่นฉากสุดท้าย เลอเตอร์ริเยร์เลือกนางแบบตัวจริงและเครื่องประดับหลายๆ ชิ้นจากโรงเรียนฝึกหัด CHANEL “ความร่วมมือของโรงเรียนมีความหมายต่อพวกเราอย่างมาก โดยเฉพาะในฉากสุดท้ายของเรื่องนั้น ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะไม่ใช้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บโดยโรงเรียน” ฟองแต็งกล่าว “ในฉากนี้ เราได้ชุดทั้งหมดมาจากโรงเรียน ฉันพบคาร์ล ลาเกอร์เฟลด์หลายครั้ง เราให้เขาดูภาพเสื้อผ้าที่แคเธอรีน เลอเตอร์ริเยร์ร่างไว้” ส่วนเรื่องเครื่องตกแต่งทั้งหลาย เลอเตอร์ริเยร์เล่าว่า “ฉันตามล่าด้ายถัก ริบบิ้นไหม กระดุม และเครื่องประดับอื่นๆ ในยุคนั้นจากร้านขายของเก่า” เธอรำลึก “ฉันยังไปเจอสร้อยคอทองคำขาวฝังเพชรที่เคยเป็นของคุณผู้หญิงชาเนล ที่ Louvre des Antiquaires ด้วย ในหนังสิ่งของสำคัญชิ้นนี้ถูกสวมอยู่บนคองามระหงของออเดรย์ โตตูในฉากภัตตาคาร ซึ่งเธอมาปรากฏกายในชุดราตรีสีดำ ออเดรย์เอาใจใส่เรื่องเสื้อผ้าอย่างมาก ระหว่างการลองชุด ฉันเห็นถึงความมุ่งมั่นของเธอ และทันใดนั้น เธอก็กลายเป็นโคโค ชาเนล”  เลอเตอร์ริเยร์ยังกระตือรือร้นที่จะนำสไตล์ของ CHANEL มาใส่ไว้ในชุดเสื้อผ้าสำหรับผู้ชาย อย่างที่เธอเล่าว่า “ฉันใช้ผ้าสักหลาดสำหรับเครื่องแต่งกายของบาซอง ส่วนเสื้อคลุมของเขานั้น ฉันขอให้บิอันชินี เฟอเรียในเมืองลียง ช่วยส่งผ้าไหมลายม้าตามแบบดั้งเดิมของราอูล ดูฟีมาให้ แล้วฉันจึงนำมันมาใส่สีใหม่” “ทีมของฉันนับตั้งแต่หัวหน้าจนถึงลูกมือมีความตั้งใจอย่างสูง ทุกคนได้แรงกระตุ้นในการผลิตเสื้อผ้าให้โคโค ชาเนล เพราะ CHANEL คือเทพนิยายสำหรับเราทุกคน!” ในส่วนงานด้านภาพ ฟองแต็งเลือกคริสตอฟ โบการ์น ผู้อยู่เบื้องหลังกล้องในภาพยนตร์เรื่อง Paris ที่กำกับโดยซีดริค คลาปิช Paint or Make Love ของพี่น้องตระกูลแลร์คิเยอ และผลงานล่าสุดของจาโค ฟาน ดอร์เมล “คริสตอฟ โบการ์นคือผู้กำกับภาพที่จะลุกขึ้นยืนรับมือกับความท้าทายทุกชนิด” ฟองแต็งกล่าวชม “เขาสามารถผสานความหลักแหลมและอารมณ์ขันให้เข้ากันได้อย่างน่าแปลกใจ” ฟองแต็งร่วมมือกับโบการ์นในการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของชาเนลผ่านทางการกำกับภาพ “หนังเรื่องนี้ต้องมีบุคลิกเหมือนโคโค ชาเนล” ฟองแต็งอธิบาย “เธอเป็นหญิงสาวผู้ไม่เคยอยู่เฉย กล้องในเรื่องจึงต้องเคลื่อนไหวตลอด เราถ่ายทำด้วยเทคนิคแฮนด์เฮลด์บ่อยครั้ง คริสตอฟ โบการ์นเป็นตากล้องที่ปรับเปลี่ยนวิธีการได้เก่งมาก ความชัดเจนและความสมบูรณ์แบบที่เขาทำนั้นช่วยฉันได้มากเลย” ผู้กำกับและช่างภาพของเธอตกลงใจใช้กล้องสองตัวในการควบคุมจังหวะลีลา และทำให้ฉากต่างๆ ดูไม่น่าเบื่อ “แนวคิดของเราคือต้องอยู่ข้างกายชาเนลเสมอ และติดตามเธอไปเผชิญกับทุกเหตุการณ์ เรื่องราวจะถูกนำเสนอจากความคิดของเธอ ยกเว้นเพียงสองหรือสามครั้งที่จะเชื่อมโยงไปสู่ด้านอารมณ์ความรู้สึก” โบการ์นกล่าวต่อ “ผมและแอนไม่ต้องการให้นี่เป็นเพียงหนังย้อนยุคอีกเรื่องหนึ่ง เราไม่มีการใช้ปั้นจั่นยกกล้องเคลื่อนที่อย่างอ้อยอิ่ง ผ่านขบวนรถม้าและฝูงชนตระการตา ตัวอย่างเช่นฉากสนามแข่งม้า ที่มีนักแสดงตัวประกอบราว 300 คนบนจอ แต่เราจะไม่พรรณนาฉากนี้อย่างยืดเยื้อ นอกจากจะแสดงให้เห็นบรรยากาศของสนามแข่งม้าในสมัยนั้น ฉากนี้ถูกใส่เข้ามา เพราะว่ามันเป็นสถานที่อีกแห่งที่คนดูจำเป็นต้องเห็น” โบการ์นเลือกถ่ายฉากที่ Royallieu ด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อเน้นสีขาวกระจ่างตาของตัวปราสาท “แม้ว่าเธอจะเกิดในชนบท โคโคก็ถูกส่งไปอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุยังน้อยมาก” โบการ์นบรรยาย “จากนั้นเธอก็มาอาศัยอยู่ในห้องใต้หลังคาของคนรับใช้ ตามด้วยโรงคาบาเรต์ และฉับพลันก็เปลี่ยนไปอยู่ในปราสาท เธอได้พบกับความพิศวงของโชคชะตา ผมพยายามอธิบายความรู้สึกของอิสรภาพที่ชาเนลได้รับ ผ่านมุมมองด้านภาพและการจัดแสง หลังจากความเข้มงวดในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าซึ่งเราใช้โทนสีขาวดำเป็นหลัก เราต้องการแสงสว่าง ภาพมุมกว้างมากขึ้น และบรรยากาศรื่นเริงที่สอดคล้องกับบุคลิกของเอเตียง บาซอง ซึ่งในด้านที่สดใสและเบิกบานใจนี้ เรามีภาพจากหนังเรื่อง The Great Gatsby เป็นต้นแบบ”  โบการ์นยังอาศัยภาพชาเนลที่ถ่ายโดยเซอซิล เบอต็องเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยด้วย “เช่นเดียวกับฉากโรงงานของชาเนล ฉากสุดท้ายที่ช่องบันไดของคฤหาสน์ CHANEL ผมใช้แสงเพียงเล็กน้อยจัดเป็นวงรูปไข่ ซึ่งจะทำให้ภาพเหล่านางแบบบนแคทวอล์คเป็นแค่เงาสะท้อนในกระจกเท่านั้น สาระสำคัญของฉากนี้คือการนำเสนอภาพอันลึกซึ้งในห้วงความคิดของชาเนล” โบการ์นยอมรับว่าเขาได้แรงบันดาลใจจากออเดรย์ โตตู ผู้ขึ้นกล้องอย่างที่สุด “ผมเล่นกับความแตกต่างระหว่างผิวที่สว่างสดใส กับนัยน์ตาและผมอันดำขลับของเธอ” เขาสำทับ “ตาของเธอขโมยความเด่นไปหมด ผมหลีกเลี่ยงที่จะส่องไฟไปที่เธอตรงๆ เพื่อเน้นถึงด้านที่อ่อนโยน แบบนี้ยังช่วยให้ผมได้ภาพเค้าโครงเสื้อผ้าและวัตถุอื่นๆ ที่ผมต้องการอีกด้วย ออเดรย์เหมาะกับบทนี้มาก โดยเฉพาะเรื่องจิตใจที่เข้มแข็งแน่แน่วของชาเนล และยิ่งเธอมีใบหน้าที่สวยงามด้วยแล้ว ผมมีความสุขจริงๆ ที่ได้กำกับภาพเธอ ออเดรย์เอาใจใส่ดีเยี่ยมเรื่องเทคนิคการแสดง การปรับเปลี่ยนท่าทาง และการเคลื่อนไหวในการแสดงของเธอนั้นถูกต้องแม่นยำที่สุด” งานส่วนสุดท้ายซึ่งเกี่ยวกับดนตรีประกอบนั้น ตกเป็นของอเล็กซองด์ เดปลาท์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์จาก The Curious Case of Benjamin Button, The Queen และมีผลงานดนตรีประกอบภาพยนตร์อีกกว่า 60 เรื่อง คอมโพสเซอร์มากพรสวรรค์ผู้นี้แบ่งเวลาของเขาให้แก่ภาพยนตร์ฝรั่งเศส (Largo Winch, The Singer, The Valet) และภาพยนตร์ชาติอื่นอย่างละครึ่ง ดนตรีที่สร้างกำลังใจของเขาในหนังเรื่อง The Beat That My Heart Skipped พิชิตรางวัลซีซาร์ของฝรั่งเศส และรางวัลซิลเวอร์ แบร์ จากเทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน เช่นเดียวกับงานส่วนอื่น ฟองแต็งและเดปลาท์ร่วมกันสะท้อนตัวตนของชาเนลออกมาในรูปของดนตรี “ผมคิดว่าโคโค ชาเนลมีดวงตาที่พิเศษมาก ออเดรย์ โตตูก็เช่นกัน” เดปลาท์อธิบาย “ทั้งคู่มีความจริงจังและเคร่งครัดเหมือนกัน เธอไม่เพียงจ้องมอง แต่พิจารณาและเฝ้าสังเกตอย่างถี่ถ้วน เธอฉกฉวยรายละเอียด สีสัน รูปทรง และนำมันไปกลั่นกรองจนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ดังนั้น สิ่งที่ผมพยายามทำออกมาในรูปของดนตรีก็คือ รักษาความเคร่งครัดในบุคลิกของเธอเอาไว้ เธอมีความกล้าและความปรารถนาอย่างมาก ที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ และนั่นคือเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมาก เมื่อศิลปินแสดงให้เห็นถึงวิถีทางที่แตกต่างจากวิถีอื่น ไม่ใช่แค่ไหลไปตามกระแสเท่านั้น ดนตรีของผมก็ควรจะเป็นเช่นนี้” สุดท้าย ฟองแต็งหวังว่านี่จะเป็นการตีความอย่างสมบูรณ์แบบ ในเรื่องของหญิงสาวคนหนึ่ง ผู้ยืนอยู่บนปลายแหลมแห่งการก่อร่างสร้างตัวเอง “สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกตื่นเต้นที่สุดคือ การเฝ้ามองโคโคลิขิตโชคชะตาของเธอเองต่อหน้าพวกเราทุกคน” เธอกล่าว “ไม่มีสิ่งใดมากำหนด เส้นทางของเธอได้ เธอไม่ได้ประกอบอาชีพเพื่อให้พบความสำเร็จ แต่เธอสร้างมันขึ้นมา เธอไม่มีความทะเยอทะยานหรือเครื่องมือที่จะปฏิบัติตามแบบโลกของชนชั้นกลาง ประตูบานนั้นของเธอปิดลง เธอไม่ต้องการหมุนตามโลก แต่เปลี่ยนโลกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของเธอ นอกจากนี้ เธอยังชอบเสี่ยงอีกด้วย ฉันชอบมากกับความคิดที่ให้เธอเป็นคนมีลับลมคมในตอนที่เธอเริ่มต้นผจญภัยในโลก เมื่อเธอมาถึง Royallieu บาซองห้ามเธอออกมานอกห้องนอน เธอปลอมแปลงเครื่องหมายเพื่อปกปิดอดีตของเธอไว้เป็นความลับ เธอมักแต่งเติมเรื่องราวในวัยเยาว์ของตัวเองเสมอ”  หนึ่งคำถามกับแอน ฟองแต็ง ทำไมคุณจึงสนใจในตัวกาบริแอล ชาเนล? แอน ฟองแต็ง : ฉันโชคดีที่ได้พบลีลู มาร์ก็องตอนที่ฉันยังเป็นเด็ก เธอเคยเป็นผู้ร่วมงานใกล้ชิดในช่วงบั้นปลายชีวิตของชาเนล ต่อมาเธอเขียนหนังสือชื่อ Chanel told me เล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับชาเนล ทุกๆ วันฉันจะได้ยินเรื่องราวของผู้หญิงที่เป็นตำนานคนนี้ ฉันยังอ่าน The Allure of Chanel ที่เขียนโดย พอล โมค็อง นักเขียนผู้รู้จักคุณผู้หญิงชาเนลดีที่สุดคนหนึ่ง เรื่องแฟชั่นไม่ได้ทำให้ฉันสนใจมากเท่ากับเรื่องบุคลิกลักษณะของผู้หญิงแปลกๆ คนนี้ ฉันสัมผัสได้ว่าเธอเป็นบุคคลผู้สร้างตัวเองขึ้นมาอย่างแท้จริง เด็กหญิงคนนี้มาจากชนบทของฝรั่งเศส ทั้งยากจนและไร้การศึกษา แต่ด้วยบุคลิกตัวตนที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เธอโดดเด่นก้าวล้ำในยุคสมัยของเธอ ช่วงเวลาที่ผู้หญิงยังตกเป็นจำเลยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการแยกทางและการแต่งกาย สไตล์ quasi-Balzac ของเธอทำให้ฉันสนใจเป็นพิเศษ จำได้ว่าฉันติดภาพสาวน้อยชาเนลไว้ที่ฝาผนังห้องนอน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้มาทำหนังเกี่ยวกับตัวเธอ หลายปีก่อน ระหว่างพูดคุยเรื่องชาเนลกับแคโรล สโกท์ตา และแคโรลีน บองโช สองผู้อำนวยการสร้างของบริษัท Haut et Court พวกเธอถามว่าฉันอยากจะสร้างหนังเกี่ยวกับชีวิตของชาเนลหรือเปล่า ความอยากรู้เรื่องของเธอจึงตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ฉันบอกแคโรลและแคโรลีนว่าขอเวลาไตร่ตรองสักหน่อย ฉันคิดว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเจาะลึกถึงช่วงเวลาแรกๆ ในชีวิตของเธอ เวลาแห่งการฝึกฝน เกิดอะไรขึ้นบ้างก่อนที่เธอจะเป็น ‘ชาเนล’ เรียนรู้ถึงโชคชะตาอันน่าทึ่งของเธอ ดังนั้น ฉันจึงกลับไปอ่านหนังสือเรื่อง Chanel and Her World: Friends, Fashion and Fame ชีวประวัติของเธอซึ่งเขียนโดย เอ๊ดมอนด์ ชาร์ลส-โคซ์ งานจำเป็นอีกอย่างคือการค้นหานักแสดงหญิงที่จะรับบทนี้ โดยไม่ใช่ใครสักคนที่จะมาเลียนแบบชาเนลแต่เพียงผิวเผิน  หนึ่งคำถามกับออเดรย์ โตตู คุณกังวลบ้างไหม ที่ต้องแสดงเป็นคนที่เคยมีชีวิตอยู่จริง? ออเดรย์ โตตู : ฉันอยากตีความตัวละครตามความเข้าใจของตัวเอง และหวังว่าจะทำให้ผู้ชมระลึกถึงภาพอันเจิดจรัสของชาเนลได้อย่างชัดเจน แม้ว่ารูปลักษณ์บนจอจะมีผลมาก แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือต้องไม่พอใจแค่การเลียนแบบกริยาท่าทาง และพยายามแสดงให้เห็นธรรมชาติที่แท้จริงของเธอ บุคลิกภาพและนิสัยใจคอของเธอที่เราสัมผัสได้จากภาพถ่ายไม่เคยเปลี่ยนไปตามกาลเวลา พัฒนาการของเธอช่วยฉันได้ ตัวอย่างเช่น ช่วงที่เธอทำงานอยู่ในโรงคาบาเรต์ โคโคยังคงเป็นเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง เป็นหญิงสาวสับสนผู้ต้องการสิ่งอื่นในชีวิต เธอเป็นตัวของตัวเอง แต่ดูเปราะบางมาก ระหว่างถ่ายทำส่วนนี้ ฉันก็สับสนเหมือนกัน ฉันไม่ได้เป็นเธอ และไม่ได้เป็นตัวของตัวเองด้วย จากนั้นมันจึงเริ่มชัดเจนมากขึ้น ตอนสุดท้ายของเรื่อง ฉันกลายเป็นเธออย่างเต็มตัว การสวมบทนี้ไม่ใช่แค่การสวมเสื้อผ้า ฉันขอยืนยันว่าการแสดงไม่ได้เกิดจากสิ่งที่อยู่นอกกายตัวละคร แต่อยู่ภายในใจ ฉันไม่รู้ว่าจะทำสำเร็จหรือไม่... ฉันคิดว่ามันสำคัญที่จะถ่ายทอดตัวตนของผู้หญิงคนนี้โดยปราศจากมารยา เพราะแม้แต่ในตอนที่อายุยังน้อย เธอก็ยังดูมีสง่าราศี ...ฉีกทุกคำว่า “ สไตล์ ” ที่คุณเคยรู้จัก !!!ออเดรย์ โตตู เป็น โคโค่ ชาเนล“COCO AVANT CHANEL” (โคโค่ อาวอง ชาเนล) “ โคโค่ ก่อนโลกเรียกเธอ ชาเนล ”20 สิงหาคม 2552 ก่อนใครในอเมริกาและเอเชียเฉพาะโรงภาพยนตร์ SFXเอมโพเรียม, SFWเซ็นทรัลเวิลด์, Apex สยาม **พิเศษ สมาชิกเวป Popcornmag เตรียมร่วมสนุกเล่นเกมส์ชิงของรางวัลจากภาพยนตร์ที่นี่เร็วๆนี้** |