IPB

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

แนะนำเว็บสำหรับฝากรูปภาพ
1.flickr
2.photobucket
3.imageshack
4.uppic
5.temppic
6.easypics
ข้อแนะนำสำหรับสมาชิก
1.ไม่ควรใช้ username / display เป็นภาษาไทย
เพราะอาจจะมีปัญหากับบางฟีเจอร์ของบอร์ด
2.พบปัญหาการล็อคอินหรืออื่นอื่น
สามารถแจ้งได้ที่ popcornmag (แอด) gmail.com
3.สมาชิกสามารถปรับการแสดงผลของบอร์ด
ได้ใน usercp -> การตั้งค่าบอร์ด
แนะนำเว็บสำหรับฝากไฟล์
1.mediafire
2.is.solit.us
3.fileden
4.boxstr
5.sendspace
6.badongo
 
Reply to this topicStart new topic
> เชิญชมเทศกาลภาพยนตร์ธิเบต
teun
โพสต์ 2010.02.05 | 14:29
โพสต์ #1


แพลงก์ตอน
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 18
เป็นสมาชิกเมื่อ : 2005.06
หมายเลขสมาชิก : 691





เทศกาลภาพยนต์ธิเบต
วันที่ 16 -19 กุมภาพันธ์ 2553
ณ ห้องประชุมชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร


วันอังคารที่ 16 กุมภาพันธ์ 2553
15.00-16.45 น. Unmistaken Child (สารคดี 1.45 ช.ม.)
17.00 -18.00 น. วิจารณ์หนังโดย ภิกษุณีธัมมนันทา
ทวีศักดิ์ พึงลำภู ดำเนินรายการ
18.00-20.15 น. Kundun (ภาพยนต์ 2.15 ช.ม.)

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ 2553
15.00 -17.00 น. Tibet:Cry of the snow lion (สารคดี1.50 ช.ม.)
17.00 -18.00 น. วิจารณ์หนังโดย จีระนันท์ พิตรปรีชา
ทวีศักดิ์ พึงลำภู ดำเนินรายการ
18.00-19.45 น. Himalaya (ภาพยนต์ 1.45 ช.ม.)

วันพฤหัสที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553
16.00 -16.50 น. The Tibetan book of dead (สารคดี 50 นาที )
17.00 -18.00 น. วิจารณ์หนังโดย ธีรภาพ โลหิตกุล
ทวีศักดิ์ พึงลำภู ดำเนินรายการ
18.00 -19.30 น. Dreaming Lhasa (ภาพยนต์ 1.30 ช.ม.)

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2553
15.30 -17.00 น. Windhorse (ภาพยนต์ 1.30 นาที)
17.00 -18.00 น. วิจารณ์หนังโดยสกุล บุญยทัต *****
ทวีศักดิ์ พึงลำพู ดำเนินรายการ
18.00 -19.30 น. The cup ( ภาพยนต์ 1.30 ช.ม.)

****** อยู่ระหว่างประสานงาน
Go to the top of the page
 
+Quote Post
Alek_ฉลุยหิน
โพสต์ 2010.02.19 | 2:42
โพสต์ #2


แมลงปอ
***

กลุ่ม : Mod
โพสต์ : 1,036
เป็นสมาชิกเมื่อ : 2004.05
จาก : Lad Prao
หมายเลขสมาชิก : 4



Dreaming Lhasa หนังในเทศกาลภาพยนตร์ธิเบตเมื่อค่ำวันที่ 18 กพ.
...ลาซาที่ลางเลือน



เป็นหนังปี 2005 ของ 2 ผู้กำกับ Ritu Sarin(ผู้กำกับหญิงอินเดีย) และ Tenzing Sonam(ธิเบต) ซึ่งทำหนังสารคดีมาก่อน เรื่องราวของผู้กำกับหญิงธิเบตชื่อ Karma ซึ่งอาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ที่เดินทางมาที่เมืองธรรมศาลา ตอนเหนือของอินเดีย(ใกล้กับธิเบต) เพื่อจะถ่ายทำสารคดีถึงเรื่องราวการทารุณกรรมชาวธิเบตโดยทหารจีนช่วงการจราจลในปี 1987 ด้วยการสัมภาษณ์ผู้หนีรอดมาจากธิเบต จนเธอรู้สึกสะดุดใจเมื่อได้พบกับ Dhondup เขาหลบหนีมาจากกรุงลาซา(หลังถูกจำคุกหลายปี) เพื่อตามหาชายที่ชื่อ Loga อดีตพระลามะ และเคยรับการฝึกจาก CIA เื่พื่อก่อการจราจลในธิเบต ซึ่งหายสาบสูญไปร่วม 15 ปี เพื่อมอบกล่องเครื่องรางที่แม่ของเขาสั่งเสียไว้ก่อนตายให้ ทั้ง Karma และ Dhondup ร่วมกันตามหา Loga ไปทั่วจากธรรมศาลา ไปถึงกรุงเดลลี รวมถึง Clement Town การเดินทางซึ่งทำให้ทั้งสองเรียนรู้จักตัวตนของกันและกัน และทำให้ Karma รับรู้ถึงรากเหง้าที่แท้ของเธอ

สิ่งที่หนังนำเสนอได้อย่างน่าสนใจมาก ก็คือเรื่องราวของชาวธิเบตที่ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน จนเมื่อมีลูกหลานเป็นเจเนอเรชั่นที่สอง ความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอนเริ่มจางหาย เมื่อพวกเขาเริ่มลงหลักปักฐานและมีชีวิตในชุมชนธิเบตต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วอินเดีย คนรุ่นถัดมาคิดแต่การใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบัน รวมถึงสภาพของสังคมที่ชาวอินเดียและธิเบตอยู่กันอย่างกลมกลืน ชีวิตในธิเบตหรือในลาซาเป็นสิ่งที่ยากจะรู้สึกได้ จนเมื่อหนังนำเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองด้วยการอดอาหารประท้วง ชาวธิเบตรุ่นใหม่จึงได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ฝากฝังเอาไว้ นั่นคือการคืนอิสรภาพให้กับธิเบต และการได้กลับคืนสู่ธิเบตมาตุภูมิในสักวันหนึ่ง หนังไม่ได้นำเสนอภาพความรุนแรงของการเรียกร้อง แต่แฝงแนวคิดทางการเมืองลงไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป อย่างเช่นผ่านการเล่นดนตรีของหนุ่มวัยรุ่น ที่เนื้อหาในบทเพลงเปลี่ยนไปจากเรื่องของเหล้ายาการหาความสุข มาเป็นการแสวงหาอิสรภาพในช่วงท้าย หรือการถ่ายทอดการทารุณของทหารจีนผ่านบทสัมภาษณ์ และผลลัพธ์ของสงครามที่ทำให้ครอบครัวต้องพลัดพราก เมื่อผ่านภาพที่ถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงาม และนุ่มนวล การดำเนินเรื่องเรียบง่ายเหมือนพาผู้ชมไปทัวร์ตามเมืองในอินเดียที่ชาวธิเบตลี้ภัยไป
อยู่ ก็เลยทำให้หนังเรื่องนี้ดูง่ายและประทับใจ แม้จะเป็นหนังที่ผ่านมาถึง 5 ปีแล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อประัจวบกับเรื่องราวขององค์ดะไลดามะ ที่เสด็จเยือนอเมริกา จนเป็นข่าวในช่วงนี้พอดี ก็ยิ่งขับเน้นให้หนังน่าสนใจและมีพลังขึ้นมา ที่ชอบอีกอย่างก็คือการเอาเพลงเรกเก้มาใช้ในหนัง มันดูแปลกแยกแต่ก็กลับฟังดูดีด้วย

จนถึงวันนี้เราก็ยังไม่อาจเห็นสันติภาพในธิเบตเกิดขึ้น สิ่งที่หนังถ่ายทอดผ่านคำพูดของพระอาวุโสที่เคยต่อสู้เรียกร้องอิสรภาพมาตลอด และยังคงมีหวังอยู่เสมอ ว่าให้คนรุ่นลูกรุ่นหลานต่อสู้ต่อไป ด้วยเชื่อว่าพวกเขายังหนุ่มสาว ยังมีโอกาสจะได้คืนกลับสู่ธิเบตได้ในช่วงชีวิตของพวกเขาในวันหนึ่งข้างหน้า สะท้อนให้เห็นความระทมทุกข์ และชีวิตที่เป็นเหมือนคนแปลกถิ่นของพวกเขาได้ดี ...ที่ใดจะสุขเหมือนที่บ้านเกิดคงจะไม่มีอีกแล้ว

พรุ่งนี้(วันศุกร์) ยังมีหนังในเทศกาลฉายอีก 1 วัน ที่ชั้น 5 หอศิลป์กรุงเทพ โดยจะฉายเรื่อง Windhorse และปิดท้ายด้วย The Cup ถ้าว่างก็เชิญไปร่วมชมได้ครับ
ส่วนถ้าพลาดแต่อยากดู เห็นว่าจะมีการนำเรื่อง Kundun และ Himalaya กลับมาฉายอีกครั้งในวันที่ 9 และ 10 มี.ค. ก็ลองสอบถา่มดูได้ครับ


--------------------
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic

 

อ่านบอร์ดแบบไม่มีภาพ ชุดภาษาไทยจาก www.ipbsecret.com : 2010.09.03 | 10:36
-->